
พบกับคำถาม-คำตอบที่ถูกถามบ่อยสำหรับผู้หญิงผิวสวย ได้ที่นี่
|
 |
 |
| Q : |
วิธีการเลือกซื้อ และดูแลรักษาผลิตภัณฑ์ Facial Regimen ให้มีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้น? |
| A : |
เครื่องสำอางส่วนใหญ่จะมีอายุการใช้งานโดยเฉลี่ยประมาณ 24 เดือน หรืออาจจะสั้นกว่านั้นในกรณีที่เป็นผลิตภัณฑ์ที่มี ส่วนผสมของสารบำรุงธรรมชาติ ซึ่งมีผลสืบเนื่องมาจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของสารสกัดนั้นๆ
ข้อสังเกต
ในกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงก็คือ สี และกลิ่นของผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้คงต้องดูเรื่ององค์ประกอบในเรื่องของอายุผลิตภัณฑ์ด้วย ดังนั้นก่อนการซื้อทุกครั้งสิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงก็คือ วันที่ผลิต และวันที่หมดอายุที่จะต้องพิมพ์กำกับไว้ที่ผลิตภัณฑ์ทุกชิ้น
คำแนะนำ
เพื่อให้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์นั้นๆ ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ คุณจึงควรศึกษาวิธีการใช้ และข้อบ่งชี้วิธีการใช้ถูกต้องจาก ใบกำกับสินค้าให้เข้าใจก่อนใช้ และเพื่อให้สามารถใช้ผลิตภัณฑ์ Facial Regimen ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดตลอดจนถนอมอายุ การใช้งานของผลิตภัณฑ์ให้ยาวนานเพิ่มมากขึ้น คุณจึงควรทราบถึงวิธีการใช้ และเก็บรักษาอย่างถูกต้อง ดังนี้
- ควรเก็บในที่ไม่ร้อนเกินไป หรืออุณหภูมิ ไม่เกิน 45 องศาเซลเซียส ไม่แนะนำให้เก็บในรถเป็นเวลานานหรือประจำ (เนื่องจากอุณหภูมิในรถเมื่อจอดไว้ช่วงกลางวันจะสูงเกิน 45 หรืออาจเกิน 50 องศาเซลเซียส) ส่วนการเก็บผลิตภัณฑ์ไว้ภายในตู้เย็น ขอให้แนะนำพิจารณาคำแนะนำของผลิตภัณฑ์ให้ดีก่อนเนื่องจากผลิตภัณฑ์บางประเภทมีปัญหากับอุณหภูมิต่ำเหมือนกัน
- ไม่ควรเก็บในสถานที่ที่มีแสงแดดส่องโดยตรง เพราะแสงแดดมีทั้งความร้อน และรังสี UV ที่อาจไปทำลายคุณสมบัติบางอย่างภายในเนื้อผลิตภัณฑ์ และบรรจุภัณฑ์โดยเฉพาะเรื่องของสีได้
- ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทาบำรุงผิวโดยเฉพาะกลุ่มครีมบำรุง ไม่แนะนำให้เก็บอยู่ในห้องอาบน้ำ เนื่องจากสภาพแวดล้อมในห้องน้ำมีความชื้น และอาจก่อให้เกิดเชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนเนื้อผลิตภัณฑ์ได้เมื่อมีการเปิดใช้บ่อยครั้ง
- ไม่แนะนำให้ใช้มือสัมผัสกับเนื้อผลิตภัณฑ์บำรุงโดยตรง เพราะอาจทำให้เชื้อจุลินทรีย์ปนเปื้อนกับเนื้อผลิตภัณฑ์ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มีอายุการใช้งานที่สั้นลงได้
|
|
 |
 |
| Q : |
ดูแลอย่างไรให้อุปกรณ์แต่งหน้ามีอายุการใช้งานยาวนานยิ่งขึ้น? |
| A : |
- พัฟ (Puff) และฟองน้ำ (Sponge) ควรทำความสะอาดเป็นประจำอย่างสม่ำเสมอโดยการนำไปล้างด้วยน้ำสบู่จน
ไม่เหลือคราบแป้ง หรือรองพื้น จากนั้นล้างด้วยน้ำเปล่าจนสะอาด บีบน้ำออกพอหมาดๆ แล้วนำไปผึ่งลมให้แห้ง
- ที่ดัดขนตา (Eyelash Curler) ทำความสะอาดโดยการทามอยซ์เจอไรเซอร์ หรือครีมล้างหน้าบริเวณที่สัมผัสกับ
ขนตาจากนั้นใช้กระดาษทิชชูเช็ดออกให้สะอาด แล้วเก็บไว้ในกล่อง
- อุปกรณ์ที่เป็นพู่กัน (Brushes) ควรดูแลหลังการใช้งานทุกครั้ง ด้วยการปัดปลายขนพู่กันกับกระดาษทิชชู
เพื่อลดฝุ่นสีที่ติดค้างแปรง ส่วนพู่กันทาปากก็ต้องเช็ดสีออกทุกครั้งที่ใช้เสร็จ และทุก 2-4 สัปดาห์ ควรล้างทำความสะอาดโดยการแช่พู่กันในน้ำสบู่แกว่ง หรือสะบัดพู่กันไปมาในน้ำสบู่เพื่อให้ฝุ่น หรือสีละลายออกแล้วบีบไล่น้ำ ห้ามขยี้พู่กันเด็ดขาด หลังจากนั้นนำไปแกว่งในน้ำสบู่ใหม่ ทำซ้ำๆ จนกระทั่งน้ำสบู่ใสไม่มีสีละลายออกมาอีก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับน้ำบริเวณขนพู่กัน จากนั้นนำไปผึ่งลมให้แห้ง ระวังอย่าให้โดนแดด เพราะจะทำให้ขนพู่กัน แห้งเสีย แนะนำให้ห่อพู่กันด้วยกระดาษทิชชูก่อนนำไปผึ่งลม และควรเก็บในซองเก็บพู่กันเพื่อช่วยรักษาขนแปรงให้ใช้งานได้นานๆ
|
|
 |
 |
| Q : |
เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Whitening ที่ดีควรเลือกอย่างไร? |
| A : |
ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ Whitening ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่ผลิตและจำหน่ายโดยบริษัทที่มีชื่อเสียงมานานและได้รับการรับรองจาก อย.(องค์การอาหารและยา ) ไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีการรับรองจาก อย. สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำให้ ผิวขาว แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
- Bleaching Agent ซึ่งเป็นสารฟอกขาว ไม่ควรใช้อย่างยิ่งเพราะจะมีสารที่ชื่อว่า ไฮโดรควิโนน ซึ่งเป็นอันตรายต่อ
ผิวหนัง ซึ่งสารประเภทนี้สามารถใช้ได้ตามคำแนะนำของแพทย์เท่านั้น เพราะหากนำไปใช้ในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นอาจจะก่อให้เกิดผลเสียกับผิวหนัง
- Whitening Agent เป็นสารทำให้ผิวขาวขึ้น มีฤทธิ์อ่อนกว่า Bleaching Agent สำหรับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อให้ผิวหน้าขาวผลิตภัณฑ์นั้นๆ ควรได้รับการรับรองจาก อย. ควรหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับการรับรองทาง อย.
เช่น ครีมหน้าเด้ง ตามท้องตลาดทั่วไป เพราะจะมีสารที่ทำลายเซลล์สร้างเม็ดสี เช่น สารปรอท , สเตียรอยด์, ไฮโดรควิโนน และ โมโนเบนซิลอีเตอร์ออฟไฮโดรควิโนน เซลล์สร้างเม็ดสีจะถูกทำลายอย่างไม่สม่ำเสมอ ผลที่ตามมาก็คือ สีผิวบางส่วนจะขาว บ่างส่วนจะดำ ทำให้สีผิวกระดำกระด่าง
|
|
 |
 |
| Q : |
การทดสอบว่าครีมนั้นมีสารไฮโดควิโนนหรือไม่? |
| A : |
นำผงซักฟอกมาละลายกับน้ำ และหยดลงไปในเนื้อผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของ Whitening หรือครีมหน้าเด้งที่ต้องสงสัย จากนั้นผสมโดยการคนให้เข้ากัน
สังเกตความเปลี่ยนแปลง
- ถ้าเนื้อครีมเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แสดงว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีสาร ไฮโดรควิโนน ซึ่งสารที่เป็นอันตรายมาก
และไม่ควรใช้กับผิวหน้าอย่างเด็ดขาด แต่ถ้าหากเนื้อครีมของผลิตภัณฑ์ ยังเป็นสีปกติไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดใดเกิดขึ้น แสดงว่าไม่มีสารไฮโดรควิโนน แต่อาจมีสารสเตียรอยด์อยู่จึงต้องทดสอบในขั้นตอนที่ 2
- ทาผลิตภัณฑ์บริเวณใต้ท้องแขน แล้วนำพลาสเตอร์มาปิดทับไว้ ทิ้งไว้ 6 ชม. จึงเปิดดูสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสีบริเวณใต้ท้องแขน หากบริเวณดังกล่าวมีลักษณะขาวซีดกว่าบริเวณผิวหนังโดยรอบ ที่ไม่ได้ทาครีม แสดงว่าในเนื้อครีมมีส่วนผสมของ สารสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่ง ไม่ควรใช้ครีมนั้นอย่างเด็ดขาด
|
|
 |
 |
| Q : |
เลือกอย่างไรให้ได้ครีมรองพื้นที่เหมาะสมกับตัวเองมากที่สุด? |
| A : |
โดยทั่วไปครีมรองพื้นประกอบด้วยเม็ดสีสังเคราะห์ที่มี shades สีตั้งแต่สีเนื้ออ่อนไปจนถึงสีเนื้อเข้ม และถูกออกแบบมา ปกปิดจุดด่างดำ,สีผิวที่ไม่สม่ำเสมอ, แผลเป็น หรือปกปิดฝ้า ดังนั้นปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงก่อนการตัดสินใจซื้อครีมรองพื้น ก็คือ การเลือกครีมรองพื้นให้เหมาะสมตามสภาพผิว และสีผิวของตนเองเพื่อให้กลมกลืนกับสีผิวบริเวณใบหน้า และลำคอ เวลาลงรองพื้นจะช่วยให้สีผิวดูเป็นธรรมชาติสีหน้าไม่ลอย และควรเลือกประเภทที่มีเนื้อครีมละเอียดทาแล้วเนียน เกลี่ยง่าย ติดผิวทนนาน เวลาเหงื่อออกจะไม่ทำให้ครีมรองพื้นหลุดลอก เกิดคราบขาวเป็นทางยาวทำให้ไม่น่ามอง โดยทั่วไป ครีมรองพื้นแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทได้แก่
- oil-based foundation ส่วนประกอบหลักคือไขมันจากสัตว์หรือพืช จะไม่มีปัญหาเรื่องสีลอกหลุด หรือ color drift นอกจากนี้เม็ดสียังมีคุณสมบัติช่วยดูดซับไขมันบนใบหน้าได้ด้วย ครีมรองพื้นประเภทนี้จะแห้งช้าทำให้สามารถเกลี่ยให้สม่ำเสมอได้ง่าย และดูเนียน
ข้อเสียของครีมรองพื้นประเภทนี้คือจะเกาะติดผิวแน่นทำให้เกิดการอุดตันทางเปิดของท่อเหงื่อ และรูขุมขนทำให้เกิดเม็ดผด และสิวอุดตันได้ง่าย จึงไม่เหมาะที่จะใช้แต่งหน้าทุกวันในประเทศเมืองร้อนอย่างบ้านเรา อาจใช้ แต่งหน้าเฉพาะกิจเวลาออกงานตอนกลางคืน ครีมรองพื้นประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่มีผิวแห้ง
- water-based foundation มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก มีไขมันผสมอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื้อครีมจะเกาะติดผิวกำลังดี ไม่มีการไหลเยิ้ม (color drift) เวลาเหงื่อออก
ข้อเสียคือจะแห้งเร็วทำให้ต้องรีบเกลี่ยเวลาแต่งหน้า เหมาะสำหรับคนที่มีผิวปกติไม่มันหรือแห้ง
- oil-free foundation มีไขมันสังเคราะห์เป็นส่วนประกอบหลัก เช่น dimethicone หรือ cyclomethicone ครีมรองพื้นประเภทนี้ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่มีผิวมันและคนที่เป็นสิวง่ายโดยเฉพาะ เพราะไขมันสังเคราะห์เวลาทาลงบนผิวจะให้ความรู้สึกแห้ง และลื่นไม่เหนอะ ไม่ทำให้เกิด สิวอุดตัน
ข้อเสียของครีมรองพื้นประเภทนี้คือจะแห้งเร็วมากหลังทาลงบนผิว และเกาะติดผิวไม่ทน จึงอาจเกิดการไหลเยิ้ม (color drift) ได้เวลาเหงื่อออกมาก
- water-based foundation มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลัก มีไขมันผสมอยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เนื้อครีมจะเกาะติดผิวกำลังดี ไม่มีการไหลเยิ้ม (color drift) เวลาเหงื่อออก
ข้อเสียคือจะแห้งเร็วทำให้ต้องรีบเกลี่ยเวลาแต่งหน้า เหมาะสำหรับคนที่มีผิวปกติไม่มันหรือแห้ง
- water-free หรือ anhydrous foundation มีส่วนผสมของไขมันจากสัตว์, พืช และไขมันสังเคราะห์เท่านั้น ไม่มีน้ำอยู่เลย ครีมรองพื้นประเภทนี้จะเกาะติดกับผิวแน่นมากและกันน้ำได้ด้วย (water resistant) ล้างออกยาก
ปัจจุบันมักผสมสารกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ เพื่อใช้ทาเวลาจำเป็นต้องอยู่กลางแดดนานๆเช่นเล่นกีฬาตีกอลฟ์, เล่นสกีน้ำแข็ง หรือกีฬาทางน้ำเท่านั้น ครีมรองพื้น แต่ละประเภทก็จะผลิตขึ้นตามความเหมาะสมของสภาพผิวต่างๆกันดังนี้
- สภาพผิวธรรมดา .. สามารถใช้รองพื้นได้ทั้ง ชนิดที่เป็น water-based foundation, oil-based foundation หรือ oil-free foundation
- สภาพผิวมัน .. ควรเลือกใช้รองพื้นประเภท water-based foundation ที่มีคุณสมบัติพิเศษ บางเบาและไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน
- สภาพผิวแห้ง .. ควรเลือกใช้รองพื้นประเภท oil-based foundation
- สภาพผิวผสม คือมันตรงบริเวณทีโซน (T-Zone) water-based foundation น่าจะเหมาะที่สุด
- สภาพผิวแพ้ง่าย (sensitive skin) ไม่แนะนำให้ใช้รองพื้น แต่ถ้าจำเป็นจริงๆ ก็อาจเลือกใช้ประเภทwater-based foundation จะดีที่สุด
|
|